คริปโทฯพร้อมใจร่วง สายเทรด-ลงทุน มูลค่าวูบหนัก

ข่าวล่าสุด

สัปดาห์ที่ผ่านมาบนหน้าเพจการลงทุนเต็มไปด้วยปรากฎการณ์บรรดาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี่ พร้อมใจกันปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องและหนัก จนทำให้นักลงทุนในตลาด ดังกล่าวสูญเสียเงินลงทุนไปจำนวนมาก พร้อมๆกับมองอีกด้านว่าจะเป็นโอกาสทอง ‘Grand Sale’ ครั้งใหญ่ของคริปโทฯ

โดย Bitcoin มีการปรับฐานครั้งใหญ่หลังราคาขึ้นไปที่ระดับ 68,000 ดอลลาร์ ปี 2564 เปิดมาปีนี้ราคาอยู่ที่ 47,320 ดอลลาร์ หลุดระดับ 40,000 ดอลลาร์ จนมาอยู่ที่ 36,265 ดอลลาร์ หรือต่ำสุดในรอบ 6 เดือน จนทำให้ตลอดทั้งเดือนม.ค. ราคาร่วงไปแล้ว 23.33 %

ราคาBitcoin ที่เปลี่ยนแปลงมีผลต่อเหรียญอื่นด้วย เนื่องจากสัดส่วนการซื้อขายทั่วโลกในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล 40 % มาจาก Bitcoin จึงทำให้มีผลต่อภาพการลงทุนของเหรียญอื่นตามไปด้วย

ขณะที่เหรียญ Ethereum สัดส่วนซื้อขายอันดับ 2 หลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ และ 3,000 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 2,441 ดอลลาร์ หรือต่ำสุดในรอบ 7 เดือน เปลี่ยนแปลงลดลง 49.28 % จากต้นปีนี้ที่ 3,644 ดอลลาร์ เหรียญ Cardano หรือ ADA สัดส่วนซื้อขายอันดับ 5 ราคาร่วงในรอบ 7 เดือนเช่นกัน ราคาต้นปีนี้ที่ 1.31 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1.06 ดอลลาร์ หรือลดลง 20 % เป็นต้น

สถานการณ์การลงทุนดังกล่าวทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ที่เน้นเก็งกำไร และมีการนำเงินลงทุนหรือแม้แต่เงินเก็บนำมาลงทุนในตลาดเผชิญขาดทุนจำนวนมาก เพราะเน้นลงทุนเพื่อเก็งกำไรและคาดหวังราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะสั้น

อย่างไรก็ตามมีนักลงทุนอีกจำนวนมากมองว่าการย่อตัวลงมาแรงกลับเป็นช่วง ‘Grand Sale’ ให้ซื้อตามมุมมองว่าอนาคตเหรียญหลัก BITCOIN ที่มีจำนวนจำกัดและไร้ตัวกลางอย่างแท้จริงจะกลายเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากขึ้นและแทนที่สกุลเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน

คริปโทฯพร้อมใจร่วง สายเทรด-ลงทุน มูลค่าวูบหนัก

จนทำให้จำนวนผู้ลงทุนมีจำนวนมหาศาล เฉพาะแพลตฟอร์ตซื้อขายรายใหญ่ของโลก และยังเป็นอันดับ 1 อย่าง Binance ของมหาเศรษฐีอันดับที่ 11 ของโลก จากนิตยสาร Fobe “Changpeng Zhao” มีจำนวนบัญชีมากถึง 28.6 ล้านบัญชี

ขณะที่มูลค่าซื้อขายสะสมรายปีระดับ 7.7 ล้านล้านดอลลาร์ (ปี 2564) ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นทั้ง FTX หรือ Coinbase อยู่ที่แสนล้านดอลลาร์ หรือ Kraken และ WaZIRx ที่อยู่ระดับหมื่นล้านดอลลาร์

เปรียบเทียบกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกมีมูลค่าตลาด (Market Cap) 2.04 ล้านล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าซื้อขาย 66,380 ล้านดอลลาร์ต่อวัน และจำนวนนักลงทุนที่ซื้อขายตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยมีมากถึง 2.27 ล้านบัญชี

Bitbuk ถือได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายอันดับ 1 ของไทยจำนวนมาร์เก็ตแชร์ในตลาดมากถึง 95 % เปิดตัวเลขมีจำนวนบัญชีเปิดซื้อขายของลูกค้าแล้ว 3.2 ล้านบัญชี มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเดือนธ.ค. 2564 ที่ 30,000 ล้านบาทต่อวันหรือ 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นไทย ที่มีการซื้อขายเฉลี่ย 9 หมื่นล้านบาทต่อวัน

การเปลี่ยนแปลงของบรรดาคริปโทฯ และมีผลอย่างหนักต่อนักลงทุนมาจากหลายปัจจัยอิงกับความเชื่อมั่นของคนส่วนมาก เพราะเหรียญดังกล่าวแทบจะไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เหมือนกับ หุ้น บวกกับจำนวนผู้ลงทุนรายใหม่ที่เข้ามาจำนวนมากมีกลุ่มที่เก็งกำไรมากกว่าจะลงทุนระยะยาว

โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นระดับโลกมีปัจจัยลบที่ชัดเจนคือการดำเนินควบคุมตลาดคริปโทฯ ของธนาคารกลางทั่วโลก ไม่ว่าจะสหรัฐ จีน และยังมีธนาคารกลางรัสเซีย ที่มีการประกาศแบนและเสนอให้มีการสั่งห้ามสถาบันการเงินดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินคริปโท

พร้อมทั้งเสนอควรมีกลไกเพื่อสกัดการซื้อขายสกุลเงินดังกล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินทั่วไปที่มีการใช้กันอยู่ในตลาด รวมทั้งให้มีการระงับการทำธุรกรรมของแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลรัสเซียมีเหมืองขุด คริปโทฯใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐและคาซัคสถาน

การดึงสภาพคล่องออกจากระบบผ่านนโยบายธนาคารกลางสำคัญ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 3 ครั้งในปีนี้ ลดวงเงินซื้อคืนพันธบัตร (QE) และขนาดงบดุล (QT) ทำให้เม็ดเงินที่อยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงได้เวลาขายเพื่อไปพักรอลงทุนรอบใหม่

ขณะที่ในประเทศไทยการเดินหน้าเก็บภาษีของกรมสรรพากรในฝั่งขากำไรที่อัตรา 15 %เป็นแรงกดดันที่ทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงดึงกำไรและขายคริปโทฯ ออกมา

ความร้อนแรงของตลาดคริปโทฯทำให้มีบรรดานักลงทุนหน้าใหม่ตบเท้าเข้าสู่ตลาดนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งการเข้ามาลงทุนหากไม่รู้ปัจจัยหรืออิทธิผลที่มีผลต่อราคา และทุ่มเงินลงไปจำนวนมาก การประสบความสำเร็จเป็นเรื่องยากและกลายเป็นผู้แพ้ (ขาดทุน) ในทุกสินทรัพย์ ยิ่งในสินทรัพย์เสี่ยงการใช้เงินลงทุนทั้งหมดนั้นหมายถึงโอกาสแพ้ทั้งกระดานย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/business